คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นางฐิติมา ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการ ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ศึกษาการขับเคลื่อน ระบบนิเวศด้านสุขภาพและสุขภาวะ (Wellness Ecosystem) การนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ และเชื่อมองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่การพัฒนาพื้นที่
เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 รศ. ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับและนำเสนอภาพรวมการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย การขับเคลื่อน NU Wellness และ Wellness Ecosystem รวมถึงแนวทางผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมแลกเปลี่ยนปัญหา อุปสรรค และกลไกสนับสนุนความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ ภาคเอกชน และสังคม ณ ห้องนเรศวร 310 อาคารสำนักงานอธิการบดี ชั้น 3 มหาวิทยาลัยนเรศวร
รศ. ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า NU Wellness เป็นแนวทางที่มหาวิทยาลัยนเรศวรใช้เชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ากับโจทย์จริงของพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ทั้งด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ เราต้องการให้งานวิจัยไม่ได้จบอยู่เพียงในมหาวิทยาลัย แต่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ตั้งแต่การพัฒนาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพ การยกระดับมาตรฐานภาคการเกษตร การดูแลและฟื้นฟูสุขภาพ ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์สร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประชาชนและผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยนเรศวรวาง NU Wellness เป็นส่วนหนึ่งของทิศทางยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2571–2575 เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการแก้โจทย์ด้านสังคม สุขภาพ และเศรษฐกิจของภาคเหนือตอนล่าง พร้อมพัฒนาระบบนิเวศด้านสุขภาวะและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ โดยเชื่อมการทำงานของกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน
คณะกรรมาธิการได้ลงพื้นที่ศึกษาศักยภาพด้านวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ สถานพัฒนามาตรฐานและเฝ้าระวังการปนเปื้อนสารตกค้างทางการเกษตร (OASSAR) และ อาคารนวัตกรรมเทคโนโลยีการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและอาหาร (IDEA) ก่อนศึกษาการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบและต่อยอดงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ ณ โรงงานต้นแบบสารสกัดสมุนไพร และ สถานวิจัยเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (COSNAT) รวมถึงงานด้านการแพทย์แผนไทย คลินิกอาศรมเสลา การดูแลผู้สูงอายุ เวชศาสตร์ฟื้นฟู และธาราบำบัด
การลงพื้นที่ดังกล่าวทำให้เห็นกระบวนการตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย การตรวจวิเคราะห์และมาตรฐาน การพัฒนาวัตถุดิบ ไปจนถึงการต่อยอดองค์ความรู้สู่ผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาให้เกิดการใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ โดยมหาวิทยาลัยมีแนวทางดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม และผลักดันผลงงานวิจัยและนวัตกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา สู่การใช้ประโยชน์ในระดับนานาชาติ
ช่วงบ่าย นางฐิติมา ฉายแสง ร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนาพิเศษ ภายในกิจกรรม Wellness Research & Innovation Matching Day หัวข้อ “Building a Regional Longevity Innovation Ecosystem: University-led Innovation for Regional Growth and Healthy Longevity” แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของมหาวิทยาลัย งานวิจัย และนวัตกรรมในการขับเคลื่อนระบบนิเวศด้านสุขภาพ การมีสุขภาวะที่ยืนยาว และการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค
นางฐิติมา ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงว่ามหาวิทยาลัยมีงานวิจัยมากเพียงใด แต่คือเราจะทำให้องค์ความรู้เหล่านั้นสร้างผลิตภัณฑ์ บริการ ธุรกิจใหม่ งานทักษะสูง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ประชาชนได้อย่างไร บทบาทของมหาวิทยาลัยจึงต้องปรับจากการผลิตบัณฑิตและงานวิจัยเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นศูนย์กลางระบบนิเวศนวัตกรรมของภูมิภาค ที่เชื่อมงานวิจัยกับโรงพยาบาล หน่วยงานสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ นักลงทุน และชุมชน
สำหรับจังหวัดพิษณุโลก มหาวิทยาลัยนเรศวรมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางเชื่อม 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง โดยแต่ละพื้นที่ไม่จำเป็นต้องพัฒนาเรื่องเดียวกัน แต่สามารถนำจุดแข็งด้านสุขภาพ อาหาร สมุนไพร การแพทย์ การฟื้นฟู และบริการที่เกี่ยวข้อง มาต่อยอดเป็นห่วงโซ่คุณค่าร่วมกัน และใช้มหาวิทยาลัยเป็นจุดเชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยเข้ากับโจทย์ของพื้นที่
สำหรับวันที่ 26 กันยายน 2569 คณะกรรมาธิการมีกำหนดลงพื้นที่ ย่านตลาดใต้ เทศบาลนครพิษณุโลก เพื่อศึกษาตัวอย่างการนำงานวิจัยไปใช้พัฒนาเมืองและเศรษฐกิจชุมชน โดยมี อาจารย์ธนวัฒน์ ขวัญบุญ อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และการสื่อสาร หัวหน้าชุดโครงการวิจัย พร้อมคณะนักวิจัยร่วมให้การต้อนรับและบรรยายสรุปโครงการ “ย่านเก่าเล่าเรื่อง เมืองเรียนรู้ เมืองเรียนรู้ตลอดชีวิต เทศบาลนครพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก”
โครงการดังกล่าวนำทุนทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่นของย่านตลาดใต้ ซึ่งมีประวัติไม่น้อยกว่า 100 ปี มาพัฒนาเป็นพื้นที่การเรียนรู้ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรม พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลเมือง แผนที่การเรียนรู้ สื่อดิจิทัล และพื้นที่เรียนรู้ชุมชน รวมถึงแนวคิด Social Enterprise เพื่อสร้างรายได้และการบริหารจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืนโดยชุมชน
การศึกษาดูงานของคณะกรรมาธิการครั้งนี้จึงครอบคลุมตั้งแต่ งานวิจัยและและการบริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการนำองค์ความรู้ไปใช้ในภาคสุขภาพ ธุรกิจ และชุมชน ภายใต้เป้าหมายเชื่อมมหาวิทยาลัยกับการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างอย่างเป็นรูปธรรม
![]()


