เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับเทศบาลนครนครสวรรค์ สำนักงานสหประชาชาติเพื่อการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (UNDRR) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และภาคีเครือข่ายจากภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมดำเนิน โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการและจัดเก็บข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาเมืองยืดหยุ่น ตามแนวทาง Making Cities Resilient 2030 (MCR2030 เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือความเสี่ยงจากภัยพิบัติและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมยกระดับศักยภาพของเมืองให้มีความปลอดภัย ยืดหยุ่น และพัฒนาได้อย่างยั่งยืน ) ณ เทศบาลนครนครสวรรค์
การดำเนินงานดังกล่าว มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ทบทวนสถานการณ์และศักยภาพของเมืองด้วยเครื่องมือ Disaster Resilience Scorecard for Cities รวมถึงจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์จากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปใช้กำหนดทิศทาง แผนงาน และโครงการพัฒนาเมืองในอนาคต ตลอดจนส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนเทศบาลนครนครสวรรค์สู่การเป็น “เมืองรีซิเลียนซ์” หรือ “เมืองยืดหยุ่น” (Resilient City) ที่สามารถรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ภายในงาน นายจตุรวิทย์ นิโรจน์ธนรัฐ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลนครนครสวรรค์ ได้กล่าวเปิด โดยนำเสนอว่า เทศบาลนครนครสวรรค์ให้ความสำคัญของการพัฒนาเมืองบนพื้นฐานของข้อมูลเพื่อการขับเคลื่อนที่การป้องกันและแก้ไขที่ตอบสนองต่อความเป็นจริง ซึ่งภายหลังจากที่วันนี้ผู้เข้าร่วมจะได้แลกเปลี่ยนความคิดและร่วมกันวิเคราะห์ความเสี่ยงแล้ว ข้อมูลที่เกิดขึ้นจะได้รับการนำไปใช้วางรากฐานสำหรับการพัฒนาเมือง และนำไปสู่แผนพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ และนายสมศักดิ์ อรุณสุรัตน์ ประธานสภาเทศบาลนครนครสวรรค์ เห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่หลายภาคส่วนได้มาทำงานร่วมกันเพื่อให้เมืองมีความรีซิเลียนซ์ได้
ส่วนภาคีการทำงานครั้งนี้ มีผู้แทนนำเสนอสารถึงผู้จัดและผู้ร่วมประชุม ประกอบไปด้วย Miss Patricia Mosquera Calle รองหัวหน้าสำนักงานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ UNDRR ได้กล่าวถึงความสำคัญของการผลักดันเมืองรีซิเลียนซ์และความร่วมมือระหว่างเทศบาลเมืองและสถาบันการศึกษาให้เกิดขึ้น และ ดร.พิจิตต รัตตกุล ประธานเครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย (TNDR) กล่าวถึงการสร้างเมืองรีซิเลียนซ์และการผลักดันร่วมกันของเครือข่ายสถาบันการศึกษา 19 กับเทศบาลทั่วประเทศไทย โดยภาคเหนือตอนล่างได้ขยายผลจากพิษณุโลกสู่นครสวรรค์ และมีหลักการสำคัญ คือ การวิเคราะห์สถานภาพเพื่อทราบข้อมูลความเสี่ยง และนำไปสู่การเตรียมความพร้อมและป้องกันต่อไป สำหรับการฝึกอบรมครั้งนี้มีวิทยากรจากภาคีการทำงาน ได้แก่ คุณสุนิสา โฮ จาก UNDRR, ดร.ธายุพร พระบำรุง จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ดร.พิสุทธิ์ อภิชยกุล, ผศ.ดร.ภาณุ บูรณจารุกร และ ดร.อรวรรณ ศิริสวัสดิ์ อภิชยกุล จากมหาวิทยาลัยนเรศวร และคุณปารนีย์ ดิบดี จาก DEPA
ทั้งนี้ ในส่วนของมหาวิทยาลัยนเรศวร รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้นำเสนอสารต่อผู้เข้าร่วมการประชุม โดยมีสาระสำคัญว่า การดำเนินงานจัดประชุมครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากโครงการ Strengthening University-Enterprise Collaboration for Resilient Communities in Asia หรือ SECRA Project ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Erasmus+ Programme, EU Commission ระหว่างปี ค.ศ.2021-2024 โดยเป็นการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในระดับนานาชาติ 6 ประเทศ ได้แก่ สวีเดน สหราชอาณาจักร เอสโตเนีย ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ และไทย เพื่อวิเคราะห์ช่องว่างและสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับหน่วยงานต่าง ๆ (UEC) ต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้มีความรีซิเลียนซ์พร้อมรับมือกับภัยพิบัติ
นอกจากนี้แล้ว รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดี ในฐานะหัวหน้าโครงการ SECRA ในส่วนของมหาวิทยาลัยนรศวร (NU Lead) และหัวหน้าในส่วนของประเทศไทย (Country Lead) ยังได้นำเสนอว่า โครงการ SECRA ได้ตอบโจทย์ของ SDGs เช่นในมิติการทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความครอบคลุมปลอดภัย ตลอดจนยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงและยั่งยืน หรือในมิติของความเสมอภาคระหว่างเพศ เป็นต้น และถึงแม้ว่าโครงการ SECRA ได้จบลงแล้ว แต่มหาวิทยาลัยนเรศวรและนักวิจัยในโครงการพบว่า กรอบการทำงานของโครงการ SECRA และกลไกที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดสามปีนั้น มีความสอดคล้องต่อการพัฒนาเมืองสู่ความรีซิเลียนซ์ผ่านเครื่องมือ scorecard ของ UNDRR ซึ่งทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันกับ UNDRR และภาคีเครือข่ายเช่น TNDR ต่อการสนับสนุนให้เมืองสามารถประเมินตนเอง และเข้าใจจุดอ่อนจุดแข็งของเมือง เพื่อรู้ว่าควรจะก้าวไปในทิศทางใดสู่เมืองรีซิเลียนซ์ได้ โดยทางมหาวิทยาลัยนเรศวรถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยแบบสหวิทยาการ (Comprehensive University) มีความพร้อมในด้านต่าง ๆ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มีความมั่นใจต่อการทำหน้าที่ช่วยเหลือสนับสนุนผ่านการนำองค์ความรู้ในวิทยาการต่าง ๆ ทำงานร่วมกันกับท้องถิ่นสู่การพัฒนาเมืองที่มีความยืดหยุ่นพร้อมปรับตัวและรับมือกับภัยพิบัติอย่างยั่งยืนได้
![]()




