อธิการบดี ม.นเรศวร หวัง อยากเห็นความร่วมมือ คิดค้นผลงานที่เกิดประโยชน์อย่างทั่วถึงเท่าเทียม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“เราจะต้องมาช่วยกันขับเคลื่อนและทำให้เกิดความสำเร็จขึ้นมาให้ได้
เพื่อให้ประเทศไทยมีนวัตกรรม  มีผลผลิตเป็นของเราเอง  เป็นความภูมิใจของประเทศ
ทำให้คนในประเทศนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างทั่วถึงกัน
และเอื้อเฟื้อต่อไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน  เพื่อนร่วมโลกของเรา”

      ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กาญจนา เงารังษี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้กล่าวตอนหนึ่งในโครงการบริการวิชาการคณะแพทยศาสตร์ ประจำปี 2561 เรื่อง สหสาขาร่วมมือสร้างสุขภาพด้วยการวิจัยและนวัตกรรม (Interprofessional collaboration in healthcare by research and innovation) ณ ห้องประชุม CC2-802 ชั้น 8 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ว่า  ทิศทางของโลกมีการเปลี่ยนแปลงและมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความร่วมมือซึ่งกันและกันจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์มาใช้ในประเทศอย่างทั่วถึง และเอื้อเฟื้อไปสู่ต่างประเทศ

      “รัฐบาลได้ประกาศไว้ว่าประเทศไทยจะไม่มีคนจน อย่างไรก็ตาม ความจนมีอยู่ 2 อย่าง คือ ความจนกาย และจนใจ ในเรื่องของร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเมื่อดูทิศทางการพัฒนาของโลกแล้วแน่นอนที่สุดที่จะต้องดำเนินควบคู่กันไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลง  เช่น  การรักษาทางด้านการแพทย์ที่มีความเกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์  แต่ถ้าถามว่ามนุษย์จะอยู่อย่างไรหลังจากนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องนำไปคิดกันต่อ

      เมื่อกลับมาดูแผนการพัฒนาของประเทศไทยที่มีการกำหนดแผนไว้ 20 ปี ว่า แผนในการพัฒนาประเทศไทยนั้น ท้ายที่สุดเราจะต้องนำประเทศไปสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องพื้นฐานไปแล้ว เนื่องจากบางประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่นไปอยู่ที่ 6.0 แล้ว  นั่นก็คือ การอยู่ดี กินดี มีสุขอนามัยดีและจิตใจที่สมบูรณ์  ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องมาช่วยกันขับเคลื่อนและทำให้เกิดความสำเร็จขึ้นมาให้ได้ เพื่อให้ประเทศไทยมีนวัตกรรม มีผลผลิตเป็นของเราเอง เป็นความภูมิใจของประเทศ ทำให้คนในประเทศนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างทั่วถึงกันและเอื้อเฟื้อต่อไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมโลกของเราโดยที่ไม่เน้นที่การส่งออกเพียงแค่อย่างเดียวโดยที่ละเลยการดูแลคนของตนเอง เราต้องทำไปพร้อมๆ กัน ดังนั้น การดูแลเรื่องของร่างกายและจิตใจ  พร้อมกับการดูแลเศรษฐกิจของประเทศเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ แล้วถ้าถามว่าใครจะมาเป็นผู้ผลิตที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมขึ้น  ก็ต้องกลับมาดูความพร้อมของประเทศของเราที่มีความพร้อมด้านผลผลิตทางการเกษตร แล้วเราจะทำอย่างไรที่จะทำให้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิตของคนไทยให้มีการพึ่งพาธรรมชาติอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม  รวมถึงเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปถึงมวลมนุษยศาสตร์ต่อไป

      สำหรับโครงการในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการรวมพลตั้งแต่ต้นน้ำก็คือผู้ผลิต กลางน้ำคือผู้ดำเนินการ ปลายน้ำก็คือผู้ส่งออก คนของเราซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญ เราจะทำอย่างไรจึงจะทำให้มีหมอที่ดี มีวิชาชีพต่างๆที่ดี เกษตรกรที่ดี ตรงนี้เป็นเรื่องของความร่วมมือ  เราจะเดินคนเดียวไม่ได้อีกต่อไปแล้ว โลกของเราเป็นโลกของ network เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นเราจึงจะใช้ประโยชน์จากการจัดงานในครั้งนี้เป็นการนำร่อง และดำเนินโครงการเช่นนี้ก็คงจะต้องทำให้ทั่วมหาวิทยาลัย ก็มีความมุ่งหวังว่าจะมีการหมุนเวียนความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกันไปยังคณะต่างๆ เพราะโลกจะต้องเป็นในลักษณะที่เชื่อมโยงและเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ต้องทำให้ทั่วภูมิภาค และต้องทำไปจนถึงเพื่อนบ้านของเราในต่างประเทศเราก็จะทำให้เรามีเพื่อนร่วมทางที่ใหญ่ รวมถึงข้อมูลงานวิจัยที่จะนำไปสู่นวัตกรรมจะต้องเกิดจากจิตวิญญาณของทุกคนที่ใฝ่รู้ ใฝ่เรียนในการที่จะหาคำตอบ ซึ่งก็คงจะไม่ใช่เพื่อให้จบการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว รวมถึงอาจารย์ทุกๆ ท่านที่ทำการวิจัยนวัตกรรมออกมาก็คงจะไม่ใช่ทำเพื่อการประชาสัมพันธ์ ควรทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับมวลมนุษยชาติเช่นกัน” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กาญจนา เงารังษี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร  กล่าว

—————————————-

ขอขอบคุณภาพเพิ่มเติมจาก :
งานประชาสัมพันธ์  คณะเกษตรศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร

1,294 total views, 1 views today