ประสบการณ์ ล้มให้เร็ว ลุกให้เร็ว “ไบโอนิล” ผลงานรองชนะเลิศ คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มน.

        ทีม “Medsci” จาก คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้รับผลงานรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 “ไบโอนิล”จากโครงการเส้นทางสู่นวัตวณิชย์ ประจำปี 2563 (Research to Market : R2M 2020) ครั้งที่ 8 กิจกรรมที่ 4 ในการจัดประกวดการแข่งขันและนำเสนอผลงานโครงการเส้นทางสู่นวัตวณิชย์ (R2M 2020) ที่ผ่านมา มาร่วมแสดงความยินดี และติดตามเกี่ยวกับผลงานชิ้นนี้กัน

ความรู้สึกของอาจารย์ที่ปรึกษา

        ดร.สราวุธ สัตยากวี : “ต้องบอกว่าสมกับที่ได้เหนื่อยกันมา เพราะว่าเราทำงานกันหนัก ทำการบ้านกันหนัก แล้วก็ผ่านมาหลายเวทีจนกระทั่งเรามาได้รางวัล ก็ถือว่าทุกคนทำได้เต็มที่ เราก็รู้สึกว่า OK นี่แหละคือผลตอบแทนที่คุ้มค่าแล้วครับ”

        ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ร้อยโทหญิงสายศิริ มีระเสน : “ยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่ารายวิชานี้เพิ่งเปิดมาได้ 2 ครั้ง ครั้งนี้เกินความคาดหมาย เพราะว่านิสิตจากความรู้พื้นฐานที่ไม่มีเลย แล้วเขาค่อย ๆ เก็บรางวัลมาเรื่อย ๆ ไต่เวทีที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนมาถึงเขาจะไปเป็นตัวแทนระดับภูมิภาค ภูมิใจที่สุดเลยค่ะ”

        ดร.ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร : “เห็นพัฒนาการที่ชัดเจนมากของนิสิต ตั้งแต่ตอนแรกที่ไม่รู้เรื่องเลยจนกระทั่งออกมาเป็นมืออาชีพได้ตอนที่อยู่บนเวทีใหญ่ ภูมิใจมากกับการนิสิตทั้ง 3 คน ครับ”

ความรู้สึกของตัวแทนนิสิตที่ผลงานได้รับรางวัล รองชนะเลิศ อันดับ 1

        “รู้สึกกดดัน เพราะว่าค่อนข้างเป็นวิชาที่คิดว่ายาก ไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลย แต่ว่าพอได้เรียนแล้ว อาจารย์คอยแนะนำมา จนผ่านเวทีต่าง ๆ มาก็รู้สึกว่าจริง ๆ แล้วเป็นวิชาที่เราควรที่จะได้เรียนแล้วก็ได้รับรู้ เป็นประโยชน์กับเรามาก ๆ เลยค่ะ และขอบคุณอาจารย์ที่คอยสอน คอยแนะนำจนมาถึงทุกวันนี้ค่ะ”

นโยบายการเรียน การสอน ของคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

        ดร.สราวุธ สัตยากวี : “คณะเราต้องการให้นิสิตพอจบออกไปแล้ว นอกจากจะได้ความรู้ทางด้านสายวิชาการแล้ว อยากจะให้นิสิตมีความรู้ในเรื่องของการทำธุรกิจ หลังจากนั้นเราก็มองว่าการที่มีคอร์สแล้วถ้าจะไปต่อได้จะต้องเห็นผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน ดังนั้น เราจึงส่งนิสิตแข่งขัน คะยั้นคะยอให้แข่งขัน เพื่อให้ได้รางวัลมา พอได้รางวัลเรารู้สึกว่าโอเคอย่างน้อย ๆ ก็สามารถทำให้นิสิตได้รับรางวัล ทำให้มีการสร้างแรงบันดาลใจแล้วก็สามารถส่งต่อออกไปสู่รุ่นน้องในปีต่อ ๆ ไปได้ ก็คาดหวังว่าในอนาคตเราอาจจะได้รางวัลที่ใหญ่ขึ้นนะครับ”

 

        ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ร้อยโทหญิงสายศิริ มีระเสน : “พี่ก็จะเป็นลักษณะเหมือนเป็นแอคติ้งโค้ชแล้วก็เป็นฝ่ายซัพพอร์ตเป็นแม่นมให้กับเด็ก ๆ คอยสนับสนับสนุน ให้กำลังใจเขาด้วย เพราะว่าหลายครั้งบางทีน้อง ๆ ยังมองภาพไม่ออก แต่ว่าคือทีมเราแกร่ง ด้วยอาจารย์แบงค์ที่ช่วยกันเซตคอร์สนี้กับอาจารย์ต้น ภาคภูมิแล้วก็ในการลงแรงทั้งอาจารย์ด้วย ถ้ารวมทั้งการให้ความร่วมมือของนิสิตที่พร้อมให้พวกเราโค้ชเขา เลยทำให้สิ่งเหล่านี้ออกมาผลิดอกออกผลที่ชื่นชมได้อย่างภาคภูมิใจค่ะ”

        ดร.ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร : “ปัญหาสำคัญของของนิสิตไม่ใช่เฉพาะคณะเรา ก็คือว่านิสิตหลายคนมองภาพไม่ออกว่าสิ่งที่เราเรียนไปจะเอาไปทำอะไรต่อ คอร์สในลักษณะนี้จะช่วยให้นิสิตได้เห็นความเชื่อมโยงว่าสิ่งที่เราเรียนรู้ในรายวิชา สามารถจะเอาไปใช้ในโลกความเป็นจริงได้ แล้วออกไปอยู่ข้างนอกมันมีปัจจัยอย่างอื่นอะไรอีกบ้างที่ต้องคำนึงถึง เรื่องการตลาด ปัจจัยเรื่องของผู้ใช้ ปัจจัยเรื่องของการแข่งขัน การที่นิสิตจะออกไปข้างนอกผมว่าเป็นหัวใจสำคัญเลยของยุคนี้ คือ การที่นิสิตจะได้เห็นโลกมันกว้างกว่าในคณะที่เขาอยู่กว้างกว่าในมหาวิทยาลัยที่เขาอยู่ เพราะว่าข้างนอกเดี๋ยววันนี้คนเก่งต้องเยอะ การที่ต้องออกไปข้างนอกเขาจะได้เรียนรู้ว่าเราจะนั่งเฉย ๆ ไม่ได้ แล้วข้างนอกเขากำลังแข่งกับเรา ข้างนอกเขากำลังแข่งกันเอง เราจะต้องแกร่งกว่านี้ เราจะต้องสู้เขาให้ได้ครับ”

จุดเริ่มต้นของผลงานชิ้นนี้

        “เริ่มจากการที่ได้เรียนวิชาธุรกิจอุตสาหกรรมชีวการแพทย์ขั้นพื้นฐาน เราก็ได้เลือกปัญหามาภายในชั้นเรียน อาจารย์ก็จะให้เราทำโปรเจค ซึ่งในแต่ละสัปดาห์จะมีโจทย์มาให้พวกเราถาม เริ่มจากการที่หาปัญหาที่เราจะทำ แล้วก็เลือกปัญหาที่ใกล้ตัว แล้วก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยของเรา

        หลังจากนั้นเราก็ได้มีการช่วยกันออกแบบหรือสร้างไอเดียเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของเรา โดยเราก็จะปรึกษาอาจารย์ แล้วก็สุดท้ายแล้วจะมีการลองพิชชิ่งในชั้นเรียนเหมือนเป็นการประกวดภายในชั้นเรียน แล้วก็ได้เอา Comment ของอาจารย์ในแต่ละครั้งมาปรับปรุง ซึ่งก็ได้เป็นแนวคิดที่จะมาทำผลิตภัณฑ์ของเรา ก็คือจากที่เรามีไอเดียอยู่แล้ว ก็นำไอเดียมาทำให้เกิดผลงานจริง แล้วก็มีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ผลงานที่มีประสิทธิภาพ แล้วเราก็นำความรู้จากสาขาที่เราเรียนไปใช้ เช่น การคัดแยกจุลินทรีย์เพื่อเอาไปใส่ในใบโอนิล แล้วเราก็จะพัฒนาต่อไปค่ะ”

หน้าที่ของนิสิตแต่ละคน ที่ดูแลในผลงานชิ้นนี้

        “หน้าที่หลักของหนู จะคอยหางานวิจัย แล้วก็คอย support เพื่อน ๆ เกี่ยวกับโครงงานที่เรากำลังทำ โดยการหาปัญหา หรือว่าข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่จะ support กับผลงานของเราได้ค่ะ

        “หนูจะเป็นทางด้านออกแบบ เพราะหนูถนัดทางด้านนี้ การหาข้อมูลแล้วก็พยายามอธิบายภาพรวมให้เพื่อน ๆ ฟังทั้งหมด การเรียบเรียงคำพูดสคริปในการ present การนำเสนอต่าง ๆ ซึ่งผลที่ออกมาก็คือ ทุกคนได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ที่ตัวเองถนัด แล้วก็ทุกคนก็จะทำได้อย่างเต็มที่ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบด้วยเราจะคุยกันอยู่ตลอดในการพัฒนาผลงาน แล้วก็พัฒนาศักยภาพของตัวเองไปเรื่อย ๆ ค่ะ”

มุมมองต่อองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่ จากผลงานชิ้นนี้

        ดร.สราวุธ สัตยากวี : “ความรู้เป็นสิ่งที่เราจะต้องหาเรื่อย ๆ แต่ปัญหาส่วนใหญ่แล้วเรามีความรู้ แต่เรากลับไม่มีโจทย์มากกว่า เราไม่เคยเจอปัญหา คือการที่เราให้นิสิตมาออกแบบโปรเจคต่าง ๆ มันก็คือการสร้างปัญหา ต้องใช้ว่าสร้างปัญหาให้นิสิต เพราะว่าเราไม่อยากให้นิสิตอยู่แค่ในรั้วของมหาวิทยาลัย แต่เราอยากให้นิสิตลองไปสอบถามปัญหา หรือว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เราจะได้รู้เลยว่าเมื่อเรามีปัญหาแล้วคราวนี้ล่ะองค์ความรู้เราจะไปช่วยในการแก้ปัญหาอย่างไร คือจุดสำคัญในการพัฒนาของการเรียนรู้ในยุคใหม่ ครับ”

        ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ร้อยโทหญิงสายศิริ มีระเสน :  “สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ หลายครั้งที่งานวิจัยขึ้นหิ้งหลายครั้งที่เราผลิตงานวิจัยออกมาก็ยังคงขึ้นหิ้ง เพราะเราไม่เคยเข้าไปมองเลยว่าโลกต้องการอะไร เราคิดอยู่แต่ว่าเราต้องการอะไร สิ่งที่นิสิตได้ทำมาหลายกลุ่มเองก็จะพบความจริงขึ้นมาว่า ชีวิตที่อยู่เป็นนักวิจัยในห้องแลปอย่างเดียวเอาไปใช้ตอบโจทย์ในโลกปัจจุบันไม่ได้ นิสิตเริ่มมีมุมมองใหม่คิดต่างมองจากจุดที่ความต้องการของตลาด ความต้องการของผู้บริโภค และสิ่งที่นำไปตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นทางด้านธุรกิจทางอาหาร เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เขาจะได้องค์ความรู้ทั้งหมดที่เขาได้เรียนมา นำไปใช้จริงซึ่งตรงกับแผนของประเทศในการพัฒนาประเทศด้วยค่ะ”

        ดร.ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร : “ข้อสังเกตที่สำคัญแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนความรู้ และกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ส่วนที่ผมว่าน่าสนใจที่สุดก็คือ เรามีองค์ความรู้อยู่ไม่น้อย แต่ว่าเรายังไม่รู้จะโฟกัสตรงไหน การที่เราได้ไปเจอโจทย์จริง อย่างที่อาจารย์แบงค์เล่าให้ฟัง อาจารย์แก้วพูดเสริมขึ้นมา มันทำให้เราหาจุดโฟกัสถูก ด้วยด้วยเวลาและทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด

        ส่วนตัวความรู้ ระหว่างที่เราทำโปรเจค เราก็ได้เจออะไรใหม่ ๆ พอสมควรเหมือนกัน เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับแบคทีเรียตัวใหม่ เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับว่าผลิตภัณฑ์ในตลาดวันนี้เขาทำกันไปถึงไหนแล้ว ตอนนี้ชีววิทยาของปลานิลเป็นยังไงมีปัญหามีโรคอะไรบ้าง ปลานิล size นี้เขาขายกันตัวเท่าไหร่ มันมาเลี้ยงมีความหนาแน่นเท่าไหร่ มันกินอะไร ซึ่งเหล่านี้ไม่มีสอนในคลาสเรียน แต่ว่ามันถูกผลักดันให้เกิดการเรียนรู้จากการที่เราทำโจทย์ แล้วผมว่าระหว่างกระบวนการนี้เขาจะได้เรียนรู้ แล้วเขาจะจำมันไปอีกนานเลย เพราะว่ามันเชื่อมโยงกับปัญหาในโลกความเป็นจริง แล้วเขาจะได้นำไปใช้จริงครับ”

การต่อยอดของผลงานชิ้นนี้

        ดร.ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร : “ตอนนี้เราโฟกัสที่ปลานิลเป็นหลัก แล้วก็มีจุลินทรีย์ที่เราคัดแยกมาแล้วบางส่วน เดี๋ยวจะเริ่มมีการการทดลองในเซลล์ต่าง ๆ ตามมา โดยที่อย่างที่เราทราบกันว่าปลานิลเป็นปลาเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย เป็นแหล่งโปรตีน เป็นรายได้ให้กับชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเลย เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีตัวนี้จะทำให้เราสามารถเลี้ยงปลานิลได้มากขึ้น โดยที่ต้นทุนถูกลง มันก็จะมี Impact มหาศาลใน               ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ร้อยโทหญิงสายศิริ มีระเสน :  “ในส่วนนี้เริ่มแตกขยายงานให้มากขึ้นนอกเหนือจากในส่วนของอาหารปลาตรงนี้แล้ว ในเรื่องของโปรตีนทดแทนซึ่งตอนนี้กำลังเป็นเทรนด์ของประเทศ ของโลกเลยด้วย ซึ่งเด็ก ๆ ได้ไอเดียแล้วก็เริ่มรู้สึกว่าไม่อยากอยู่เท่านี้แล้ว เริ่มอยากจะทำให้มันได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่จริง รวมทั้งการขยายตลาดไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านด้วย คืออย่างอาจารย์แบงค์ซึ่งเป็นโค้ชให้กับนิสิตในเรื่องของตลาดต่างประเทศ อาจารย์ก็มองอนาคตทำนายไปได้เลยว่า มันไปได้สุดจริง ๆ ค่ะ”

เหตุผลที่สนในเลือกเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ของ นางสาวอรวรรณ โม้เกิด , นางสาวนัทภรณ์ อินทร์ยิ้ม, นางสาวสุปรีญา เนียมหอม

        “โดยส่วนตัว ชอบวิชาชีวะอยู่แล้ว เพราะว่าสาขาจุลชีววิทยา ได้ศึกษากับแบคทีเรีย พยาธิต่าง ๆ ที่เป็นองค์ความรู้รอบตัว ที่เราสามารถที่จะเจอได้ แล้วสามารถที่จะต่อยอดกับมันได้ อย่างเช่น แบคทีเรียที่เราศึกษามา แล้วก็เอามาศึกษามาใส่ในอาหารของเราที่เป็นไบโอนิลในปัจจุบันค่ะ”

        “โดยส่วนตัวคือชอบทางด้านนี้อยู่แล้ว อยากจะนำความรู้ตรงนี้ไปใช้ในอนาคต เพราะว่าในอนาคตก็อยากเป็นนักวิจัย ชอบทางด้านจุลชีวะ เพราะว่าจากที่เรียนมามีการส่องกล้องนู่นนี่นั่น รู้สึกตื่นเต้นเวลาได้เรียนค่ะ”

        “เป็นสิ่งที่สนใจแล้วก็ชอบ และคิดว่าสิ่งที่ชอบก็น่าจะทำมันได้ดี ก็เลยเลือกเรียนวิชานี้ค่ะ”

หลักคิดที่เป็นแรงบันดาลใจ ของ นางสาวอรวรรณ โม้เกิด, นางสาวนัทภรณ์ อินทร์ยิ้ม, นางสาวสุปรีญา เนียมหอม

        “ถ้าเราเลือกในสิ่งที่เราชอบ ไม่ว่าเราจะเจออะไรต่อจากนี้ แล้วก็จะทำมันได้ ผ่านมันไปได้ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็คือที่พวกเราคิดเสมอเลย เพราะว่าเราทำได้ ไม่ว่าทุกอย่างมันจะยากขนาดไหนคือถ้าเราคิดว่าเราทำได้เราก็ทำได้ค่ะ”

        “การเรียนทุกวันนี้ ทุก ๆ คณะ ทุกสาขาจะเหนื่อยอยู่แล้ว แต่ว่าถ้าเราอยู่กับสิ่งที่เราชอบ เราก็จะทำมันออกมาได้ดี อยากให้ทุกคนทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ก็จะทำออกมาได้ดีค่ะ”

        “โดยทั่วไปคือทุกคนก็มีพื้นฐานที่แตกต่างกัน แต่ว่าในการที่เราเข้ามาเรียนแล้วก็เอาที่ศึกษาคือเราก็จะเติบโตในแต่ละขา มันอาจจะเหนื่อยหรือว่ามันอาจจะท้อบ้างในการเรียนหรือการทำงาน แต่ว่าไม่ว่าด้วยเหตุผลใดคือถ้าคุณสู้ยังไงก็จะผ่านมันไปได้แน่นอนค่ะ”

มุมมองของอาจารย์ผู้สอน ที่มีต่อการเรียนศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ประสบผลสำเร็จ

        ดร.สราวุธ สัตยากวี : “สมัยนี้ต้องบอกเลยว่าการเรียนรู้ ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน เพราะว่าเราสามารถหาความรู้ได้ทั้งในอินเทอร์เน็ต หรือว่าการเดินไปสัมผัสกับชุมชนผู้คน นั่นคือปัญหาที่เราต้องเจอ การเรียนเราคาดหวังว่าผู้เรียนจะต้องไม่หยุดนิ่งคือใช้คำว่าเรียนรู้ตลอดชีวิตแล้วกัน มันเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต สิ่งที่อยากจะให้นิสิตลองที่จะล้ม ล้มให้เร็ว แล้วก็ลุกให้เร็ว แต่ไม่ใช่ว่าล้มแล้วก็ไม่ลุก แล้วต้องลุกให้เร็ว เราอยากเห็นตอนนี้ที่สำคัญที่สุดในโลกหลังจากที่ covid กลับมา คนจะให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นสาขาอาชีพหรือว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ ในอนาคต จะมาเกี่ยวข้องกับเรื่องของสุขภาพหมดเลย ดังนั้น สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงเป็นหนึ่งในสาขาที่มีคนจับจอง แล้วก็ให้ความสำคัญและมีโอกาสเติบโตได้แน่นอนครับ”

        ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ร้อยโทหญิงสายศิริ มีระเสน : “ตอนนี้เป็นโลกยุคใหม่แล้ว การเรียนการสอนในยุคอย่างที่พวกเราได้เคยเรียนมาก็เริ่มไม่ฟิตกับสถานการณ์ปัจจุบันและก็ไม่ฟิตกับผู้เรียน ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ที่พวกเราก็ต้องทำความเข้าใจแล้วก็จูนต่อกัน แต่ว่าสิ่งที่สำคัญของการเปิดทัศนคติ บางครั้งเราก็เรียนรู้จากนิสิตว่าสิ่งที่เขาเรียนรู้ออกมา สิ่งที่เขาถ่ายทอดให้เราบางทีเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่เราเองก็ไม่ทราบมาก่อน แต่ถ้าเราหยุดนิ่งไม่ยอมเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็กเราก็จะกลายเป็นเบบี้บูม แล้วก็ขึ้นหิ้งไว้อย่างเดียว ฉะนั้นอย่าหยุดการเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นนิสิตหรือพวกเราซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้วต้องเรียนรู้ เราต้องก้าวไปให้ทันกับโลกใหม่พร้อมกับเด็กของเราด้วยค่ะ”

        ดร.ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร : ต่อจากประเด็นที่อาจารย์แบงค์ ดร.สราวุธ สัตยากวี พูดมา คือบทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัย ปัจจุบันก็เปลี่ยนไปแล้ว สมัยก่อนคือคนที่เขามานั่งฟังเลคเชอร์เป็นหลัก แต่ตอนนี้ YouTube ก็มี แล้วออนไลน์ มีเยอะแยะ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยมันเปลี่ยนไป หน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่สำคัญอันนึงในยุคปัจจุบันที่ผมมอง คือ มันเป็นเป็นแพลตฟอร์มให้คนได้ทำการทดลองในแพลตฟอร์มที่ทำการทดลอง ไม่ใช่เฉพาะในแง่ของการทดลองในห้องแลป แต่มันคือการทดลองการใช้ชีวิตการทดลอง การทำอาชีพในลักษณะต่าง ๆ การทดลองไปเชื่อมต่อกับผู้คน Project นี้ ถ้าเราถามนิสิตคนที่เขาเรียนรู้ด้วยไม่ได้มีแค่พวกเรา 3 คน คนที่เขารู้เรียนรู้ด้วยมีทั้งอาจารย์คณะ BEC อาจารย์คณะเภสัชฯ มีอาจารย์คณะวิศวะฯ อาจารย์คนนั้นคนนี้ที่แวะเวียนเข้ามา มีผู้ประกอบการ มีคนอื่นในมหาวิทยาลัยซึ่งอาจจะอยู่ตามคณะหรือว่าเป็น connection ที่พาเราไปเชื่อมคนอื่นอีก เพราะฉะนั้น หัวใจสำคัญของมหาวิทยาลัยปัจจุบัน คือการที่คุณเป็นแพลตฟอร์มให้คนเหล่านี้คนรุ่นใหม่เขาได้เรียนรู้แบบไม่จำกัด เราก็ได้ทดลอง ได้ลอง ได้ล้ม ได้ลุก อย่างที่อาจารย์แบงค์บอกครับ”

 

 

 

6,160 total views, 140 views today