การปกปิดข้อมูล เกิดผลเสียมากกว่าผลดี สูญเสียบุคลากรทางการแพทย์ โรคแพร่กระจาย 

        อาจารย์ นพ.สุรัตน์ วรรณเลิศสกุล อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ หัวหน้าสาขาวิชา โรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และรองผู้อำนวยการฝ่ายบริการ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ร่วมให้มุมมองทางการแพทย์ถึงกรณีการตีตราผู้ติดเชื้อ COVID – 19 จนทำให้เกิดความกังวลใจในการเปิดเผยข้อมูลว่า นเรื่องของการปกปิดข้อมูล ในมุมมองทางการแพทย์เราก็อยากจะให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าใจแล้วก็ตระหนักจริง  แล้วไม่ใช่ความน่ากลัว หรือความน่ารังเกียจ มันจะคล้าย  สภาพเหมือนตอนที่เรามี HIV ใหม่ ๆ แล้วก็คนทั่วไปไม่ค่อยเข้าใจ เราจะเห็นเรื่องของการต่อต้านไม่ให้มีโรงพยาบาลสนามหรืออะไรต่าง  ในพื้นที่ ซึ่งต้องทำความเข้าใจว่าการมีการกักกันโรคที่ดี การให้ความร่วมมือกัน จะทำให้เราควบคุมโรคได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ไม่ต้องรังเกียจผู้ป่วย ถ้าเราดูแลตนเองอย่างดี ตามมาตรการที่ส่วนกลางวางไว้ไม่ว่าจะเป็นการรักษาระยะห่าง Social distancing การล้างมือบ่อย  รักษาสุขอนามัยส่วนตัว การใส่หน้ากากอนามัยในที่ชุมชนอยู่ตลอดเวลา จะช่วยลดการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อได้ และผู้ที่สงสัยหรือมีอาการป่วยให้รีบมาพบแพทย์ เพื่อที่จะดูว่ามีความเสี่ยง หรือว่ามีโอกาสที่จะเจ็บป่วยหรือไม่ 

 

 

        นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญของการให้ข้อมูลอย่างถูกต้องกับบุคลากรทางการแพทย์ ให้ประวัติไม่ควรปกปิด เพราะว่าจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เช่น ในผู้ป่วยบางรยที่ปกปิดประวัติตนเอง เนื่องจากด้วยหลายเหตุผลสุดท้ายก็มาพบว่ามีผลบวกภายหลัง ทำให้สูญเสียบุคลากรทางการแพทย์ไปหลายท่าน เพราะว่าบุคลากรทางการแพทย์เหล่านั้นจะต้องถูกกักตัว ไม่มีคนทำงาน เป็นต้น ดังนั้น การให้ข้อมูลอย่างถูกต้อง ถ้าอยู่ในภาวะที่มีคามเสี่ยงเราก็จะได้แยกโรคออกไป ทำให้ไม่เกิดการแพร่กระจายมากขึ้น และตัวบุคลากรเองก็จะได้มีการป้องกันอย่างเหมาะสม อาจารย์ นพ.สุรัตน์ วรรณเลิศสกุล อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และรองผู้อำนวยการฝ่ายบริการ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าว 

 

7,105 total views, 69 views today