ตรวจแค่เสี้ยววินาที นักวิจัยเภสัชฯ มน.คิดเครื่องแยกโรคคอหอยอักเสบและโรคทอนซินอักเสบฯ       

ทีมข่าวได้ทยอยนำเสนอผลงานของ ดร.ภก.ประยุทธ ภูวรัตนาวิวิธ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบัณฑิตศึกษาและหลักสูตรพิเศษ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งเป็นตัวแทนทีมผู้วิจัย ในครั้งนี้เป็นผลงาน “เครื่องมือต้นทุนต่ำ แยกโรคคอหอยอักเสบและโรคทอนซินอักเสบเฉียบพลัน สำหรับงานเภสัชกรรมชุมชน” มาติดตามกันต่อเลย

 

 

 

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคคอหอยอักเสบเฉียบพลัน

“โรคคอหอยอักเสบเฉียบพลัน เป็นโรคในระบบทางเดินหายใจที่พบได้มากในเด็กและช่วงวัยรุ่น ซึ่งอาการแสดงของโรคนี้ก็คืออาการเจ็บคอมาก และก็คอแดง ซึ่งสาเหตุของโรคเกิดจาก 2 ประการ ด้วยกันก็คือ 1.การติดเชื้อไวรัส 2.การติดเชื้อแบคทีเรีย การเกิดอาการของโรคนี้ หากมีอาการรุนแรงมากจากเชื้อแบคทีเรีย มันจะทำให้ต่อมทอนซิลเกิดอาการบวมโต และก็มีหนองเกิดขึ้น หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมก็อาจจะนำไปสู่การเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้อีกหลายระบบของร่างกาย ซึ่งเลวร้ายที่สุดสามารถทำให้เสียชีวิตได้ด้วยแค่อาการเจ็บคอ

แต่ในอีกแง่หนึ่งถ้าเกิดเป็นการติดเชื้อไวรัส ซึ่งแน่นอนว่าการติดเชื้อไวรัส ก็ไม่รุนแรงมากเท่าการติดเชื้อแบคทีเรีย อาจจะพบแค่อาการคอแดง ต่อทอนซิลบวมโตเกิดขึ้นเล็กน้อย หรือว่ามีอาการแดงเกิดขึ้นแต่ไม่มีหนอง ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อเกิดอาการก็มักจะเรียกหาการใช้ยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งถ้าเป็นเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะก็ไม่มีความจำเป็นเพราะว่าไม่สามารถไปจัดการที่สาเหตุก็คือไวรัสได้ สิ่งที่เกิดขึ้นและผู้ป่วยจะได้รับก็คือผลข้างเคียงจากการใช้ยา และก็ในบางกรณีก็เกิดอาการแพ้ยาเกิดขึ้นได้ หากเลือกใช้ยาที่ผู้ป่วยแพ้ และก็การแพ้ที่เลวร้ายที่สุดก็คือนำไปสู่การเสียชีวิตได้”

 

ที่มาของการคิดค้นอุปกรณ์ฯ

“ปัญหาในเรื่องนี้มีอยู่นานมากแล้ว เล่ายาวนิดนึง โปรเจคนี้เป็นโปรเจคต่อเนื่องที่มีการพัฒนามาอย่างน้อยก็ 4 – 5 ปีแล้ว เราพบว่า ในปัจจุบันนี้ในร้านยาหรือในสถานปฏิบัติการชุมชน เวลาเขาตรวจประเมินภาวะคออักเสบ เอาก็จะให้ผู้ป่วยไปอ้าปาก และก็ส่องกระจกดูช่องปากและลำคอได้ด้วยตัวเอง หรือบางครั้งเขาก็จะให้ผู้ป่วยอ้าปากตะโกนเสียง “อา” ดัง ๆ ออกมาต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาหนึ่งเพื่อให้เห็นรอยโรคได้มากขึ้น หรือผู้ป่วยเวลาไปคลินิคหรือโรงพยาบาลเขาจะต้องได้รับการกดลิ้น เพื่อดูว่ามีต่อมทอนซิลที่บวมโตไหม เพราะว่าในการอ้าปากปกติ ลิ้นของเราจะเป็นตัวที่ไปบัง ทำให้ไม่เห็นช่องปากและลำคอได้มากพอจนเห็นตัวโรคต่อมทอนซิล มีจรรยาบรรณด้านเภสัชกรรมอยู่อย่างหนึ่งก็คือเภสัชกรไม่สามารถตรวจร่างกายที่ลุกล้ำเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยได้

ดังนั้น เภสัชกรก็ไม่สามารถที่จะกดลิ้นผู้ป่วยเพื่อตรวจร่างกายได้ ลิ้นเชื่อว่าหลายคนคงผ่านกันมาแล้วทั้งสิ้น มันสร้างความเจ็บปวดทรมานมาก ลองจินตนาการผู้ป่วยที่เจ็บคอมากถูกกดลิ้นเพิ่มอีก และถ้าเป็นการกดลิ้นโดยเภสัชกรอีก ซึ่งในการเรียนการสอนก็ไม่เคยสอนในเรื่องการกดลิ้น เขาอาจจะทำถูกหรือไม่ถูกก็ได้ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก ดังนั้น โปรเจคแรกที่ทำขึ้นมาคือเราคิดวิธีอ้าปากที่สามารถทำให้เห็นช่องปากและลำคอเห็นรอยโรค ต่อมทอนซิล เห็นลิ้นไก่ เห็นหลังคอได้ นี่เป็นโปรเจคแรกที่คิดขึ้นมาจากนักวิจัย ตัวผม และนิสิต คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยการใช้เงินทุนของคณะเภสัชศาสตร์

เมื่อเราคิดวิธีอ้าปากเข้ามาได้ วิธีอ้าปากนี้ก็คือการเลียนแบบการหาว เพราะว่าการหาวจุดเด่นคือลิ้นเราจะถูกกดลงไปโดยอัตโนมัติเป็นกลไกปกติของร่างกายที่จะไม่มี Gag reflex เกิดขึ้น มันก็เลยทำให้เห็นช่องปากและลำคอได้อย่างชัดเจน และการหาวเป็นอะไรที่อธิบายง่ายทุกคนเคยหาวมาแล้วแน่นอน คนส่วนใหญ่สามารถหาวได้แม้ไม่ง่วงนอน แต่ก็ยอมรับว่ามีคนส่วนน้อยที่ไม่สามารถหาวได้ก็มีเหมือนกัน และก็วิธีการหาวมีข้อดีก็คือ 1.ไม่มีเสียง หาวแล้วหาวแบบไม่เสียงได้ เพราะว่าในร้านยาบางทีถ้าเราให้ผู้ป่วยทำเสียง “อา” ดัง ๆ บางครั้งเขาไม่สะดวกใจ และก็การหาวจะทำให้อ้าปากค้างไว้อยู่นานระดับนึงประมาณ 2 – 3 วินาที ซึ่งนานพอที่จะถ่ายภาพหรือวัดอุณหภูมิในช่องปากและลำคอได้ เมื่อถ่ายภาพหรือวัดอุณหภูมิในช่องปากและลำคอได้ก็สามารถได้ข้อมูลในเชิงรูปธรรมมาสื่อสารกับผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นึกถึงสมัยก่อนที่เราตรวจร่างกายกับหมอหรือว่าเภสัชกร ผู้ที่เห็นรอยโรคในช่องปากจะเป็นคุณหมอหรือว่าเภสัชกรเท่านั้น ในขณะที่ตัวเราเองที่ไปหาเราไม่เห็นว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น แต่งานวิจัยนี้ต้องการให้เกิดการสื่อสารแบบสองทาง อย่างน้อยก็ทำให้ผู้ป่วยสามารถเห็นว่ารอยโรคของตัวเองเป็นอย่างไร และจะง่ายขึ้นในการสื่อสารเพื่อให้เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้น อาจจะมีสามเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย และเขาจำเป็นที่จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะหรือไม่ หรือเขาจำเป็นที่จะต้องดูแลรักษาภาวะที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร และนี่ก็เป็นที่มาของการผลิตอุปกรณ์ตัวนี้ขึ้นมา”

 

การทำงานของอุปกรณ์ฯ เป็นอย่างไร

“อุปกรณ์นี้เป็นลักษณะของอินฟาเรดเทอโมมิเตอร์ที่ส่งสัญญาณวัดอุณหภูมิแบบอินฟาเรด และจะส่งสัญญาณบลูธูทอุณหภูมิมาที่มือถือของเภสัชกร ซึ่งจะมีแอปพลิเคชั่นใช้ในการทำงาน และก็รูปถ่ายเราก็ใช้กล้องมือถือในการถ่ายรูปในช่องปาก ต้องเล่าก่อนว่าเกณฑ์ในการแยกโรคคอหอยอักเสบเฉียบพลันมีเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานสากลอยู่ โดยการให้เป็นคะแนนออกมา ซึ่งคะแนนที่ได้พิจารณาจาก 1.อายุ 2.มีภาวะต่อมทอนซินบวมโต มีหนอง ต่อมน้ำเหลืองหน้าคอโต มีไข้สูงมากกว่า 38 องศาขึ้นไป เราจะเห็นว่า ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่ง่ายแต่ว่าแยกกันอยู่ เราก็พยายามที่ทำอุปกรณ์อะไรที่จะรวมข้อมูลเข้าด้วยกัน และจบที่ step เดียว และผู้ป่วยก็เห็นภาพและข้อมูลของเขาไปพร้อมกับเรา ก็จะทำให้ง่ายขึ้นในการสื่อสาร 2 ทาง เหมือนคุยกันแล้วคนหนึ่งเห็นภาพ แต่อีกคนหนึ่งไม่เห็นอะไรเลย การที่จะบอกให้เขาเชื่อหรือให้เขาปฏิบัติตามมันก็เป็นไปได้ยาก ถ้าเกิดการเห็นซึ่งกันและกันก็จะคุยกันได้ง่ายขึ้นสะดวกขึ้น

ตอนนี้เป็นแอปพลิเคชั่นที่เฉพาะการศึกษาตัวนี้ขึ้นมาก่อน แอปพลิเคชั่นนี้เป็นแพลทฟอร์มที่มีอยู่แล้วเป็นฟรีแอปพลิเคชั่น เราแค่มาเปลี่ยนโค้ดให้เป็นอย่างที่เราต้องการแค่นั้นเอง แล้วก็นำไปฝากบนระบบมือถือในแอปสโตร์หรือเพลสโตร์และก็เป็นฟรีแอปพลิเคชั่น ถ้ามีรอยโรคที่ชัดเจน ต่อมทอนซิลบวมโตแดงมีหนอง ลิ้นเป็นฝ้ามีไข้ ก็จะแยกโรคออกมาได้ชัดเจนก็สามารถทำให้พิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะได้อย่างมั่นใจมากขึ้น”

 

ระยะเวลาในการใช้อุปกรณ์แต่ละครั้ง นานเพียงใด

“ผมคิดว่าไม่น่าจะถึง 10 วินาที ถ่ายรูป วัดอุณหภูมิช่องปาก นำภาพทุกอย่าง ข้อมูลทุกอย่างมารวมกัน ประเมินผลเป็นคะแนนเสี่ยงออกมาและใช้ในการอธิบายคุยกับผู้ป่วยได้เลย”

 

อุปกรณ์ฯ ดังกล่าว ได้นำไปทดลองใช้กับผู้ป่วย บ้างหรือไม่ อย่างไร

“ทดสอบกับผู้ป่วยจริงแล้ว โดยนิสิตปริญญาโทของผมด้วย ซึ่งนำไปทดสอบในผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลศูนย์แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ในจำนวนเป็นหลักร้อย เราทดสอบเทียบการใช้เครื่องมือของเรา เทียบกับผลการวินิจฉัยโดยแพทย์ และก็เทียบกับการตรวจแอนติเจนของเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรียในช่องปากและลำคอสามขาคู่ขนานกันผลการศึกษาพบว่าเราได้ผลไปในทิศทางเดียวกันว่าการใช้เครื่องมือของเราและผลการตรวจแอนติเจนในช่องปากและลำคอ โดยใช้เครื่องมือมาตรฐานทางการแพทย์ที่ตรวจว่ามีการติดเชื้อไวรัสจริงหรือแบคทีเรียจริง ให้ผลไปทิศทางเดียวกัน 100 เปอร์เซ็นต์เลย นั่นก็คือเป็นเครื่องยืนยันประสิทธิภาพได้ส่วนหนึ่งแล้วว่าเครื่องมือมีความเป็นไปได้ที่ว่าน่าจะมีประโยชน์และใช้ในการแยกโรคได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ”

 

ความเป็นไปได้ในการนำอุปกรณ์ไปใช้จริง มีมากน้อยเพียงใด

 

“มีความเป็นไปได้แน่นอน เพราะเครื่องมือที่ผมและทีมประดิษฐ์ขึ้นมา ต้องขอเอ่ยนามทีมนิดนึงนะครับ ทีมที่ช่วยในการประดิษฐ์ก็จะมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นินนาท ราชประดิษฐ์ อาจารย์ด้านวิศวกรรมช่างเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ และก็คุณธานี โกสุม เป็นอาจารย์ช่างที่คณะวิศวกรรมฯ เช่นเดียวกัน และก็ในส่วนของการออกแบบ ผศ.เจนยุทธ ศรีหิรัญ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เราช่วยกันในการออกแบบ นอกจากนี้ยังมีคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ อาจารย์สุรัตน์ ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ในการช่วยออกแบบการวิจัยและก็ช่วยวิเคราะห์ผลการศึกษา

ตัวเครื่องมือต้นทุนต่ำจริง ๆ เราใช้บอร์ดอิเล็กทรอนิกส์ง่าย ๆ ราคา 40 – 50 บาท มาปรับปรุงต่อวงจรต่าง ๆ และก็ซื้อตัวบลูธูท หรือว่าอินฟาเรดเทอร์โมมิเตอร์ มาเป็น DIY ต่อกันในแผงวงจรนั้น ซึ่งต้นทุนการผลิตคิดว่าไม่สูงมาก และก็ไม่สูงขนาดที่จะเข้าถึงไม่ได้ ราคาก็จะอยู่ในหลักร้อย

เรื่องของการนำไปใช้จริงอาจจะต้องเป็นการศึกษาเพิ่มเติม ในกลุ่มประชากรที่แตกต่างกัน ต้องบอกว่ากลุ่มการศึกษาที่ผ่านมาเป็นการศึกษาในกลุ่มผู้ใหญ่ เรายังไม่เคยไปศึกษาในกลุ่มเด็ก หรือว่าในกลุ่มผู้สูงอายุมาก่อน ดังนั้น เราจึงไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าเครื่องมือนี้จะมีประสิทธิภาพกับผู้ป่วยกลุ่มต่าง ๆ เหล่านั้นไหม เพราะว่าเราคงไม่สามารถคาดเดา หรือเชื่อมโยงข้อมูลแบบนั้นได้ว่าดีในกลุ่มหนึ่งแล้วจะต้องดีกับอีกกลุ่มหนึ่งได้ ดังนั้น ยังต้องการการศึกษาและก็การพิสูจน์ประสิทธิภาพของเครื่องมือนี้ต่อไป ซึ่งแน่นอนว่าทีมวิจัยของเราต้องมีแผนในการทำวิจัยต่อยอดในประชากรต่างกลุ่มวัยต่อไป

และก็อีกอย่างหนึ่งก็คือเราอยากจะทดสอบในต่างระดับโรคด้วยเหมือนกัน เพราะว่าโรคคอหอยอักเสบมีระดับความรุนแรงจากน้อย ปานกลาง ไปจนถึงมาก เราอยากรู้ว่า เมื่อมีอาการรุนแรงของโรคน้อย ๆ หรือว่ามองไม่ออกเลยว่าเป็นโรคอะไร ว่าเกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรีย เครื่องมือของเราช่วยได้ไหม อย่างไร ถ้าเราสามารถที่จะแยกโรคในกลุ่มที่มีความรุนแรงน้อย ๆ หรือว่ามีอาการที่ไม่ชัดเจนได้ ก็จะช่วยลดการใช้ยาที่ไม่จำเป็นลงได้อย่างมากเลยครับ”

 

โรคคอหอยอักเสบเฉียบพลัน สามารถป้องกันได้มากน้อยเพียงใด

“เราสามารถป้องกันได้ เหมือนอย่างที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบัน ก็คือ ใส่หน้ากากอนามัย เวลาที่เราจะต้องเข้าสู่ชุมชนในแง่ของการป้องกันเชื้อไวรัส แบคทีเรียจากภายนอก สิ่งแวดล้อม หรือว่าบุคคล หรือเวลามีไข้ เจ็บคอ หรือป่วยเป็นไข้หวัดเอง เราก็ควรจะต้องใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อจากเราไปสู่คนอื่น แล้วก็ล้างมือให้สะอาด เพราะมือเราเป็นแหล่งสะสมของเชื้อต่าง ๆ ค่อนข้างมาก และผมอยากจะฝากว่าการล้างมือจะต้องล้างให้ถูกต้องและนานมากพอ มันจึงจะสามารถที่จะกำจัดเชื้อต่าง ๆ ออกไปได้อย่างมากพอสมควร

ในเรื่องของการใช้ยาผมอยากจะฝากสู่ประชาชนโดยทั่วไปว่า การใช้ยาเป็นดาบสองคม ในด้านหนึ่งการใช้ยาก็ช่วยรักษาโรค ให้ดีขึ้นหรือว่าหายไปได้ ในอีกด้านหนึ่งถ้าหากใช้ไม่เหมาะสมก็อาจอันตรายที่ร้ายแรงได้ เช่น ใช้ยาที่มีอาการแพ้มาก่อนก็อาจจะมีอาการแพ้ที่รุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้ หรือการใช้ยาบางอย่าง อาจจะทำให้มีการตีกันกับยาอื่นที่เป็นยารักษาโรค หรือเป็นยาช่วยชีวิตที่ผู้ป่วยแต่ละคนใช้อยู่ทำให้ประสิทธิภาพของยาหลักลดลงไปได้ หรือว่าเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาเกิดขึ้นได้ ดังนั้น ในการใช้ยาผมอยากขอให้ประชาชนขอคำปรึกษากับบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ อาจจะเป็นคุณหมอหรือเภสัชกรที่มีความเชี่ยวชาญด้านยา พวกเราจะพยายามคิดวิธีการรักษา ที่ทำให้มีข้อบ่งใช้ที่มีประสิทธิภาพปลอดภัย ประชาชนสามารถใช้ได้และราคาเหมาะสมมากที่สุด”

ขอขอบคุณภาพเพิ่มเติมประกอบข่าว : กองการถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนเรศวร

 

8,676 total views, 169 views today