ข่าวประชาสัมพันธ์
 
 
สกว.- มน. เปิดเวที ‘ความมั่นคงด้านสุขภาพ4.0’ โชว์โรลออนลดขนรักแร้ – สารต้านมะเร็งในมะม่วง
วันที่ประกาศข่าว 31 สิงหาคม 2560 ผู้ประกาศข่าว ประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยนเรศวร จำนวนผู้อ่าน 598 คน

 

 

สกว.โดยโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก จับมือ มหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดเวทีวิชาการความมั่นคงด้านสุขภาพตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 พร้อมโชว์ผลงานวิจัยของนักศึกษาระดับป.เอก สารต้านมะเร็งในมะม่วงมหาชนกและโรลออนลดขนรักแร้จากว่านมหาเมฆ

              สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย โดยโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดการประชุมวิชาการ คปก.สัญจร ครั้งที่ 6 และการสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ 119 หัวข้อ“Health Security for Thai Society” ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2560 ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก เพื่อส่งเสริมการวิจัยด้านระบบสุขภาพซึ่งมีผลกระทบที่สำคัญต่อประชากรในประเทศ รวมถึงนำเสนอความก้าวหน้างานวิจัยของนักศึกษาปริญญาเอก และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นวิจัย

              ในโอกาสนี้ นพ.ธงธน เพิ่มบถศรี รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุข ได้บรรยายพิเศษเรื่อง “แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านสาธารณสุข” ขณะที่การเสวนา “อนาคตของสุขภาพคนไทย” โดย รศ. ดร. นพ.ฉัตรชัย เหมือนประสาท วุฒิเมธีวิจัย สกว. คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รศ. ดร.กรกนก อิงคนินันท์ เมธีวิจัย สกว. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ดร. นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล เมธีวิจัย สกว. คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร. พญ.มณฑกา ธีรชัยสกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทย ได้มุ่งเน้นเรื่องการผลักดันให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลให้มากที่สุด ซึ่งครอบคลุมถึงการแพทย์ทางเลือกสำหรับสุขภาพคนไทยในอนาคต รวมถึงการพัฒนายาสำหรับโรคที่ยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ เช่น ท้องร่วง การใช้สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่มีในประเทศไทยเพื่อรักษาโรคและสมุนไพรเพื่อสังคมสูงวัย แนวทางในการพัฒนางานวิจัยและการนำไปใช้ประโยชน์ วิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่ เช่น สเต็มเซลล์ และการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด ตลอดจน การวิจัยแบบเครือข่ายเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพ

              นอกจากนี้ สกว. และมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้นำสื่อมวลชนเข้ารับฟังการบรรยายการศึกษาสารต้านอนุมูลอสิระในมะม่วงมหาชนกเพื่อนำไปใช้ในการวิจัยและพัฒนา และนำไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ภายใต้การสนับสนุนของทุน คปก. พร้อมกับเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการของ ผศ. ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท และนายรัฐพล เมืองเอก นักศึกษา คปก. คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งมีโจทย์วิจัยจากผู้บริโภคมีความต้องการอาหารที่มาจากธรรมชาติ มีประโยชน์ต่อสุขภาพและช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ในปัจจุบัน จึงทำให้มีการศึกษาถึงองค์ประกอบทางเคมีของพืชชนิดต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ในผักและผลไม้จะพบสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น แคโรทีนอยด์ ซึ่งไม่แสดงสีให้เห็น เนื่องจากถูกสีเขียวของคลอโรฟิลล์บดบังไว้ แต่เมื่อผักและผลไม้แก่ตัว คลอโรฟิลล์จะสลายตัวไป สารสีแคโรทีนอยด์จึงปรากฏสีให้เห็น เช่น เหลือง ส้ม แดง  

 

             ผศ. ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท ระบุว่าแคโรทีนอยด์แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ตามลักษณะโครงสร้างทางเคมี คือ แคโรทีน และเบต้าแคโรทีน ซึ่งในปัจจุบันพบว่าแคโรทีนอยด์มีประโยชน์ทางด้านช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น ช่วยในการรวมตัวเองเข้ากับเยื่อบุเซลล์เหมือนกับวิตามินอี ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลายชนิด และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ถึง 40% อีกทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจกและโรคจอประสาทตาเสื่อม นอกจากนี้สารต้านอนุมูลอิสระที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่งคือ แอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นรงควัตถุหรือสารที่ให้สีแดง ม่วง และน้ำเงิน สารสกัดแอนโทไซยานินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และเส้นเลือดอุดตันในสมอง ช่วยยับยั้งจุลินทรีย์ที่ก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร

              มะม่วงมหาชนกเป็นมะม่วงพันธุ์ลูกผสมที่เกิดจากการผสมกันระหว่างพันธุ์ซันเซท และพันธุ์หนังกลางวัน มีคุณสมบัติที่โดดเด่นกว่ามะม่วงพันธุ์อื่น คือ เปลือกผลเมื่อแก่หรือสุกจะมีผิวสีแดงม่วงสวยงาม หรือเหลืองเข้มปนแดง ดังนั้นจึงมีการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดสีแดง และปริมาณแอนโธไซยานินในผลมะม่วงมหาชนก พบว่าการฉีดพ่นสารเมทิลจัสโมเนส ความเข้มข้น 80 ไมโครลิตรต่อมิลลิลิตร สามารถช่วยปรับปรุงคุณภาพ เช่น วิตามินซี ปริมาณน้ำตาลกลูโคส ฟรุกโตส ซูโครส และพบการเพิ่มขึ้นของปริมาณแคโรทีนอยด์ เท่ากับ 1.43 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมน้ำหนักสด มากกว่าการไม่ฉีดพ่นสาร อีกทั้งการใช้สารเมทิลจัสโมเนส และเอทิฟอนมีผลในการเพิ่มระดับของแคโรทีนอยด์ระหว่างการสุกแก่มากกว่ามะม่วงที่ไม่ใช้สาร 50% โดยพบมากที่สุดในช่วงวันที่ 5-6 ของการเก็บรักษา (ระยะพร้อมรับประทาน) อีกทั้งการประยุกต์ใช้สารเมทิลจัสโมเนส และเอทิฟอน ยังสามารถควบคุมกระบวนการสุกและปรับปรุงคุณภาพทางโภชนาการของผลมะม่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

              นอกจากนี้นักวิจัยยังได้ศึกษาปัจจัยของแสงร่วมกับสารเมทิลจัสโมเนส พบว่าผลมะม่วงที่ได้รับแสงร่วมกับการฉีดพ่นสารละลายเมทิลจัสโมเนส ความเข้มข้น 80 ไมโครลิตรต่อมิลลิลิตร ที่อายุผล 90 วันหลังดอกบาน ทําให้เกิดพื้นที่สีแดงเพิ่มขึ้น 25% ของพื้นที่ผิวเปลือกผล และมีปริมาณแอนโทไซยานินเพิ่มขึ้นในมะม่วงพันธุ์มหาชนกเท่ากับ 1.31 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมน้ำหนักสด โดยแสงอาจมีผลต่อการส่งเสริมการสร้างแอนโทไซยานินในผลมะม่วง

 

              ขณะที่ รศ. ดร.กรกนก อิงคนินันท์ หัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีสมุนไพร มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมสถานวิจัยเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ คณะเภสัชศาสตร์ เพื่อติดตามผลงานวิจัย “ผลิตภัณฑ์บำรุงผมที่กระตุ้นการขึ้นใหม่ของผม และผลิตภัณฑ์ชะลอการเจริญของขนรักแร้และขนตามร่างกาย” ซึ่งทำวิจัยร่วมกับ รศ. ดร.เนติ วระนุช และคณะ หลังจากพบว่าภาวะผมร่วงเป็นปัญหาที่มีผลต่อบุคลิกภาพและความมั่นใจในตนเอง หนึ่งในภาวะผมร่วงที่พบบ่อย คือภาวะผมร่วงจากฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศชาย ไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน (DHT) ที่ส่งผลกระตุ้นทำให้เกิดอาการผมร่วง การใช้สารต้านเอนไซม์ไฟว์แอลฟารีดักเทสที่เปลี่ยนเทสโทสเตอโรน เป็น DHT จึงมีศักยภาพที่จะใช้รักษาภาวะผมร่วงจากฮอร์โมนเพศชายได้

 

              การวิจัยพบว่า "สารสกัดจากว่านมหาเมฆ" ซึ่งเป็นพืชวงศ์เดียวกับขมิ้น มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชายทั้งในระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ด้วยกลไกยับยั้งเอนไซม์ไฟว์แอลฟารีดักเทส โดยสารหลักที่ออกฤทธิ์สูงสุดคือ “เจอมาโครน” ซึ่งจากการศึกษาความเป็นพิษพบว่าสารสกัดไม่เกิดพิษทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง จากนั้น คณะวิจัยได้ศึกษาคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของสารสกัด และพัฒนาผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมสำหรับผู้มีปัญหาศีรษะล้านจากสารสกัดมาตรฐานนี้ ผลการทดสอบความปลอดภัย พบว่า ผลิตภัณฑ์ไม่มีปัญหาด้านการระคายเคืองต่อผิว ขณะที่ประสิทธิภาพในเชิงคลินิกในอาสาสมัครชายจำนวน 87 คนที่มีภาวะศีรษะล้านในโรงพยาบาลของรัฐ 3 แห่ง โดยศึกษาแบบสุ่มเทียบกับยาหลอก และยาไมน็อกซิดิล ซึ่งเป็นยากระตุ้นการเจริญของผม พบว่าสารสกัดนี้ช่วยเพิ่มการเจริญของผมอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก และแสดงผลเทียบเท่ากับไมน็อกซิดิล แต่ผลจะดียิ่งขึ้นถ้าใช้สารสกัดร่วมกับยาดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงแสดงถึงศักยภาพในการนำสารสกัดว่านมหาเมฆมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์กระตุ้นการเจริญของผม โดยคณะนักวิจัยได้จดสิทธิบัตรและได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัท สยาม นวัตต ในปี 2559 ที่ผ่านมา

 

              ทั้งนี้  ดร.จักรินทร์ ศรีวิไล นักวิจัยร่วม กล่าวเพิ่มเติมว่า การมีแอนโดรเจนฮอร์โมนมากจะนำไปสู่การเจริญของขนตามลำตัวและใบหน้ามากกว่าปกติ คณะผู้วิจัยจึงได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ผ่านทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) เพื่อศึกษาฤทธิ์ของว่านมหาเมฆในการยับยั้งการเจริญของขนรักแร้ โดยพัฒนาโรลออนสำหรับชะลอการเจริญของขนรักแร้ ซึ่งผลการประเมินประสิทธิภาพในเชิงคลินิกในอาสาสมัครหญิง 30 คน ทั้งศึกษาแบบสุ่มและควบคุมด้วยยาหลอก พบว่าอัตราการเจริญของขนรักแร้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ไป 4 สัปดาห์เมื่อเทียบกับยาหลอก

----------------------------------------------------

 สุธินี พูลเขตนคร : ข่าว / ภาพ

ข้อมูลโดย : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

แบ่งบัน
ผู้สนใจสมัครเรียน
นิสิตปัจจุบัน
ศิษย์เก่า
บุคลากร
สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยนเรศวร
ข่าวประชาสัมพันธ์
รายงานพิเศษ
ผลงานวิจัย
บุคลากรดีเด่น
NU Learning Organization
99 หมู่ 9 ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก รหัสไปรษณีย์ 65000
โทรศัพท์ : 055 961000
โทรสาร : 055 961103
Email: naresuan@nu.ac.th
แผนที่
© 2014 Naresuan University
Online จำนวน : 42 คน จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์